เรื่องย่อไครโต (CRITO)
ตามปกตินั้น พอศาลสั่งประหารชีวิต ก็ให้ดื่มน้ำเฮมลอก
ฆ่าเสียในทันที แต่ในเมื่อวันก่อนโสกราตีสขึ้นศาล
เข้าเขตเทศกาลอันมีพีทางศาสนาที่เอเทนต้องส่งเรือไปเดลอส
เกาะอันศักดิ์สิทธิ์ในทะเลเมติเตอร์เนียน นัยว่าพิธีนี้มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนระลึกถึงอดีต
ที่กรุงเอเทนส์เป็นไท พ้นอำนาจเกาะครีตตราบใดที่เรือยังไม่กลับจากเกาะเดลอส ก็ยังประหารใครในกรุงเอเทนส์ไม่ได้ด้วยเหตุนี้โสกราตีสจึงถูกจองจำอยู่ในคุกถึงหนึ่งเดือนบรรดามิตรสหายพากันหาทางให้โสกราตีสหนีแต่โสกราตีสปฏิเสธเรื่อยมาซึ่งบทสนทนาเรื่องไครโต(CRITO)เป็นเหตุการณ์ก่อนโสกราตีสถูกสั่งประหารชีวิตโดยให้ดื่มน้ำเฮมลอก
1วันโดยไครโตได้เข้ามาพบโสกราตีสในคุกซึ่งตลอดเวลาที่โสกราตีสถูกจำคุกนาน 1เดือนนั้นมีบรรดามิตรสหารและสานุศิษย์ต่างชวนโสกราตีสหนีกันเรื่อยมาแต่เขาก็ปฏิเสธเสมอรวมทั้งในเหตุการณ์ครั้งนี้ไครโตผู้เป็นเพื่อนสนิทของโสกราตีสก็มาชวนหนีเช่นกันโดยส่วนตัวเขาเป็นคนร่วมวัยกับโสกราตีสและเป็นมหาเศรษฐีในกรุงเอเทนในช่วงที่ไครโตเช้ามาพบโสกราตีสนั้น
โสกราตีสกำลังหลับอยู่ ซึ่งเขาก็ไม่ปลุกและนึกชมว่า
โสกราตีสสามารถนอนได้อย่างมีความสุขและไม่รู้สึกกลัวตายเลย เมื่อโสกราตีสตื่นก็นึกสงสัยถามกับไครโตว่าเข้ามาในที่คุมขังนี้ได้อย่างไรไครโตจึงตอบว่า“ผู้คุมที่นี่คุ้นกับข้าพเจ้าแล้วโสกราตีสเพราะข้าพเจ้าเข้ามาบ่อยและข้าพเจ้าช่วยเหลือเขาอยู่บ้าง”ทั้งนี้ในการมาของเขาได้เริ่มต้นในการชวนโสกราตีสหนีด้วยการแจ้งข่าวว่าเรือกำลังจะกลับมาจากเกาะเดลอส
และใกล้ถึงไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ซึ่งหมายถึงการประหารชีวิตโสกราตีสจะเกิดขึ้นโดยเริ่มพูดโน้มน้าวโสกราตีสให้หนีโดยให้นึกถึงบุตรของตนเองแต่โสเครตีสตอบว่าถ้าตนหนีไปที่อื่นจะต้องพาลูกหนีไปด้วยและลูกก็จะกลายเป็นพวกเนรเทศเช่นนั้น หรือถ้าบุตรของเราได้รับการเลี้ยงดูที่เอเทนส์
จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อตนเนรเทศไปที่อื่น ไม่ได้อยู่กับพวกเขาที่เอเทนส์พวกเขาจะได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างดียิ่งกว่าเมื่อตนตายไปแล้วเพราะโสเครตีสเชื่อว่ามิตรสหายจะดูแลบุตรของตนได้เมื่อตนตายไปอยู่ในปรโลก แต่ถ้าหากเขาหนีไปอยู่ที่อื่นนอกกรุงเอเทนส์ลูกของตนจะลำบากมาก
โดยแม้ว่าไครโตจะชักชวนโสกราตีสหนีด้วยเหตุผลต่างๆ
มากมายข้างต้น แต่โสกราตีสก็ปฏิเสธตามนิสัยของเขาคือมองว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอให้หนีซึ่งคำถามต่อมาที่โสกราตีสพยายามขยายความให้ชัดขึ้นก็คือพิจารณาว่า
ถ้าโสกราตีสหนีโดยไม่ได้ขออนุญาตจากรัฐ จะได้ชื่อว่าทำความผิดไหม
และเป็นความผิดที่จะทำให้คนอื่นได้รับโทษทัณฑ์ไปด้วยหรือไม่ โสกราตีสจึงสมมติตัวเองเป็นกฎหมายและบ้านเมือง(รัฐ)โดยกล่าวแทนว่า“โสกราตีส บอกเราหน่อยว่าการกระทำของท่านนั้น
หมายความว่ากระไร ท่านทำการเพราะไม่ยอมเคารพสถาบันแห่งนี้ใช่ไหม
ท่านไม่นำพาต่อกฎหมายและจักรภพ หากสิ่งนั้นๆ ขัดขวางท่าน กระนั้นหรือ
ถ้าคำตัดสินของผู้พิพากษาไม่มีผลบังคับลงโทษประชาชนพลเมือง ก็เท่ากับว่ารัฐนี้ควรตั้งอยู่
หรือควรสลายลงครั้งแรกไครโตจะไม่ยอมรับความคิดในคำพูดดังกล่าว เนื่องจากคิดว่า
กฎหมายที่ผู้พิพากษาตัดสินสิ้นสุดลงไปแล้วนั้นไม่ดี เพราะรัฐทำผิดก่อน คำตัดสินไม่ยุติธรรม
จึงไม่ควรยอมรับการลงโทษในครั้งนี้แต่โสเครตีสยืนยันและปฏิเสธที่จะหนีตามที่ไครโตเสนอ
เพราะเขาบอกว่า เราไม่ควรจะสนองการกระทำที่ผิดด้วยการกระทำที่ผิด
คือม่ควรสนองการตัดสินผิดของชาวเอเทนส์ ด้วยการแหกคุก
เนื่องจากโทษของโสเครตีสเป็นมติของมหาชนชาวเอเทนส์
การหนีไปโดยที่ชาวเอเทนส์ไม่ยินยอมจึงถือเป็นการกระทำที่ผิด โสเครตีสบอกว่า
แม้รัฐจะทำผิดต่อเราหรือพิจารณาคดีไม่ถูกต้อง
แต่ว่ามันถือเป็นข้อตกลงที่เราให้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะทำตามคำตัดสินของรัฐ
ขยายความได้ว่า ตนเอง (โสเครตีส) ถือกำเนิดภายใต้รัฐ จากกฎหมายของรัฐ ได้แก่
กฎหมายสมรสของบิดามารดา กฎหมายเลี้ยงดูเด็กหลังจากที่เกิดมา
และกฎหมายการให้การศึกษา ดังนั้นเขาจึงเป็นเหมือนลูกหรือทาสของรัฐ
ไม่ใช่บุคคลผู้เสมอหรือเท่าเทียมกับรัฐ เขาจึงไม่มีสิทธิที่จะตอบโต้รัฐ การไม่เชื่อฟังรัฐ จึงเหมือนเป็นการทำลายรัฐและชาวเอเทนส์ทั้งหมดด้วย นอกจากนี้
รัฐเมื่อให้กำเนิดเขาขึ้นมาในโลกแล้ว ก็ได้เลี้ยงดูเขาให้เขาและประชาชนทั้งหลายได้รับสิ่งที่ดีทั้งปวงที่สามารถทำได้
และยังเปิดโอกาสให้คนที่ไม่พอใจกฎหมายของรัฐ มีเสรีภาพที่จะจากไปอยู่ที่อื่นก็ได้การที่ยังคงอยู่จึงแสดงให้เห็นว่าตนเองพึงพอใจต่อกฎหมายของรัฐแล้วอย่างไรก็ตามโสกราตีสยืนยันให้เห็นว่าตนเองนั้นสาบานว่าจะทำตามคำตัดสินของบ้านเมืองไว้ก่อนหน้าแล้ว พร้อมทั้งอ้างตนแทนกฎหมายบ้านเมือง
และด้วยเหตุผลที่โสกราตีสที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของรัฐและอำนาจรัฐนั้น
ทำให้ไครโตยอมรับว่าเป็นจริงดังที่โสกราตีกล่าวมา นอกจากนี้โสกราตีสยังขยายความต่อไปให้เห็นถึงว่าหากหนีไปนั้นจะผิดคือเมื่อท่านเห็นแล้วว่าการศาล การปกครองเราเป็นอย่างไร หาสมัครจะอยู่กับเรา (รัฐ) ถ้าขัดขืน
เราถือว่าผู้นั้นผิดถึงสามสถาน คือ
1. ในฐานไม่นบนอบเราผู้เป็นเสมือนบิดามารดา
2. ในฐานที่เราเป็นผู้ปกครอง
3.
ในฐานที่สัญญาว่าจะเชื่อฟัง
ถ้าเห็นว่าเราทำผิดจะไม่ทำตามเราต้องแนะให้เราอนุญาตหาไม่ก็ต้องทำตามเสมอไป
นอกจากนี้เรายังมิได้ปกครองแบบคนกลุ่มน้อย เราเพียงขอให้ทำตามหรือมิเช่นนั้น
ก็เลือกได้ว่าจะทำตาม หรือจะขอร้องให้เราผ่อนผันให้
จะไม่เอาเลยสักอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่ได้ซึ่งที่โสกราตีสกล่าวมาข้างต้นนั้นตัวของไครโตเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งรวมถึงเหตุผลอื่นๆ
อีกมากมายที่โสกราตีสยกมากล่าวจนในท้ายสุดไครโตต้องยอมจำนนต่อความคิดของโสกราตีส
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น