วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การเมืองอริสโตเติล

การเมืองอริสโตเติล
เล่ม1
                        อริสโตเติลมองว่า “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” โดยได้ให้คำอธิบายไว้ว่า มนุษย์จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อมารวมตัวกันเป็นสังคม เป็นเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ในขณะที่สัตว์อื่น ๆ จะพัฒนาธรรมชาติที่แท้จริงของมันได้ก็ต่อเมื่อได้อาศัย ใช้ชีวิต และเจริญเติบโตในป่า เพราะเป็นสถานที่ที่มันจะได้พัฒนา เรียนรู้ธรรมชาติที่แท้จริงจากการกระทำ และกิจกรรมต่าง ๆ ของมัน หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “สัตว์จะพัฒนาไปสู่ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของมันได้ก็โดย การอาศัยป่า หรือการกระทำหรือดำเนินชีวิตในป่า” ในทำนองเดียวกัน การดำเนินชีวิต และการเจริญเติบโตในเมืองก็ทำให้มนุษย์ได้พัฒนา เรียนรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเองได้จากการกระทำ และกิจกรรมต่าง ๆ ของตนในสังคมเมือง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์จะพัฒนาไปสู่ความเป็นตัวตนที่แท้จริงได้ก็โดยการเมือง หรือการกระทำ การดำเนินชีวิตในเมือง
           ดังนั้นการเมืองในความหมายของอริสโตเติลจึงมีความหมายกว้างคำว่าการเมืองในความหมายของอริสโตเติลครอบคลุมถึงการการกระทำ และกิจกรรมต่างๆที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของมนุษย์ที่มาอยู่รวมกันเป็นสังคมและรวมถึงในขั้นตอนและกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของการพัฒนาจากครอบครัวมาสู่สังคมเมืองด้วยด้วยเงื่อนไขที่อริสโตเติลกล่าวไว้ว่ารัฐได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วในเวลาเดียวกันกับที่ครอบครัวแรกของมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นเพราะรัฐเป็นการรวมกันขึ้นของส่วนต่างๆคือเป็นการรวมตัวกันของราษฎรซึ่งเข้ามามีส่วนในการทำหน้าที่ทางบริหารและตุลาการอริสโตเติลใช้ปัจจัยหลักคือ"รัฐธรรมนูญ"คือตัวกำหนดบทบาทของราษฎรรัฐธรรมนูญเป็นไปในระบอบประชาธิปไตยก็ย่อมตราไว้ให้ราษฎรส่วนใหญ่ได้ร่วมปกครองรัฐถ้าเป็นไปในระบอบคณาธิปไตยก็ย่อมตราไว้ให้ราษฎรส่วนน้อยปกครองรัฐ
เล่ม2
                   อุตมรัฐ (Republic) เป็นรัฐในอุดมคติของเพลโตหมายถึงรัฐที่มีความยุติธรรมซึ่งหมายถึงการให้ทุกคนตามส่วนที่พึงได้รับโดยเพลโตเห็นว่าความยุติธรรมเกิดขึ้นจากความกลมกลืนภายในตัวบุคคลและภายในรัฐและความกลมกลืนนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อภาวะภายนอก เป็นระเบียบ ถูกต้องเหมาะสมเท่านั้นถ้าหารัฐสามารถสนองความต้องการและแลกเปลี่ยนบริการระหว่างกันได้ก็จะเป็นรัฐที่ดีที่สุดและรัฐที่สามารถสนองความต้องการได้อย่างสมบูรณ์ก็จะเป็นรัฐที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับเพลโต
เล่ม3

           มุ่งเน้นการจำกัดความของพลเมือง รัฐ คุณธรรมและรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถพึงกระทำและพึงได้ตามความสามารถของตนซึ่งมีหน้าที่พึงกระทำและได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างยุติธรรมหรือได้ประโยชน์ตามสิ่งที่พึงได้และเสียประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ในส่วนไม่ควรได้โดยให้ชนชั้นคนทำงาน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดให้มีทรัพย์สินได้ เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถยังชีพอยู่ได้โดยปราศจากทรัพย์สินส่วนบรรดาผู้คุ้มครองและผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินโดยเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นที่ดินโดยแบ่งที่ดินของรัฐออกเป็นส่วนเท่าๆกัน ส่วนหนึ่งสำหรับราษฎรคนหนึ่ง และกำชับให้ใช้ที่ดินเพื่อสังคมและมีการจัดให้มีการทำงานร่วมกันการที่รัฐจะมั่นคงอยู่ได้นั้นต้องมีรัฐธรรมนูญที่ดีควบคู่ไปกับการมีพลเมืองที่ดีมีคุณธรรมและพิจารณาถึงการแบ่งรัฐออกเป็น 2 ประเภทคือ1.รัฐที่ชอบด้วยกฎหมายได้แก่ 1) ราชาธิปไตยคือการปกครองอันชอบด้วยกฎหมายโดยคนๆเดียวเป็นรัฐที่ดีที่สุด2)อภิชนาธิปไตยคือการปกครองอันชอบด้วยกฎหมายโดยคนส่วนน้อยเป็นรัฐที่ดีที่สุดในลำดับสอง3)ประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญคือการปกครองอันชอบด้วยกฎหมายและแบบพอดีโดยคนจำนวนมากเป็นรัฐเลวที่สุดในกระบวนรัฐที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังดีกว่ารัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกรัฐและ2.รัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้แก่1) ทรราชย์ คือ การปกครองอันไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยคนๆเดียว เป็นรัฐที่เลวที่สุด2)อัปชนาธิปไตยคือการปกครองอันไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยคนส่วนน้อยเป็นรัฐที่ต่อไปจากรัฐที่เลวที่สุด3)ประชาธิปไตย ซึ่งไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญคือการปกครองโดยพลการและแบบรุนแรงโดยคนจำนวนมาก เป็นรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นจะเป็นรัฐที่เลวแต่ยังเป็นอันตรายน้อยกว่าระบบทรราชย์หรืออัปชนาธิปไตย 

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัดเฟโด (PHAEDO)

แบบฝึกหัดเฟโด (PHAEDO)
คำสั่ง: ให้นักศึกษาจับคู่จากเนื้อเรื่องเฟโด (PHAEDO) ให้ถูกต้องและตอบคำถามต่อไปนี้
_____1.ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันประหารโสกราตีสและเป็นผู้ปิดตาให้โสกราตีสหลังสิ้นใจ

ก.เฟโด
____2.บุคคลที่เป็นผู้แต่งเรื่องเฟโด (PHAEDO)

ข.ไม่ได้อยู่ในวันประหารโสกราตีสเนื่องจากป่วย
____3.เพลโต

ค.เพลโต
____4.บุคคลที่เป็นคนเล่าเรื่องราววันประหารโสกราตีส

ง.เอเคกราตีส
____5.บุคคลที่เป็นผู้ซักถามเรื่องราววันประหารโสกราตีส

จ.ไครโต
 6. แนวคิดมโนคติ (Theory of Idea or Form) / “แบบ”/รูปสองรูป มีศีรษะเดียวกันเป็นแนวคิดของ.................ซึ่งได้สอดแทรกทฤษฎีของตนไปผสมกับแนวคิดทฤษฏีของโสกราตีส (ใช้ตัวเลือกข้อ1-5)
 7.ท่านจะสรุปข้อคิดใดได้บ้างจากการศึกษาเรื่องเฟโด (PHAEDO)
1.                                                                                                                                                                                                                                             
2.                                                                                                                                                                                                                                             
3.                                                                                                                                                                                                                                             
4.                                                                                                                                                                                                                                             

5.                                                                                                                                                                                                                                               

เฟโด (PHAEDO)

เฟโด (PHAEDO)
บทสนทนาเรื่องเฟโด (PHAEDO) เป็นเหตุการณ์ในวันโสกราตีสจะถูกประหารชีวิต ซึ่งในบทสนทนานี้เพลโตเขียนให้เห็นว่าตนมิได้อยู่ในเหตุการณ์เพราะป่วย โดยยกให้ตัวละครสองตัวนั่งสนทนากัน เอเคกราตีสเป็นผู้ซักถาม และให้เฟโดเป็นผู้เล่า แต่มีข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจในงานเขียนชิ้นนี้ว่า เพลโต้ได้นำทฤษฎีของตนไปผสมกับโสกราตีส โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยมโนคติ (Theory of Idea or Form) รวมทั้งยังมีข้อความบางตอนที่เข้าใจยาก  ดังนั้นในการสรุปความส่วนนี้จึงมุ่งพยายามทำให้มองเห็นภาพในมุมกว้างว่า  โสกราตีสนั้นมีทัศนะทางปรัชญาอย่างไรเป็นสำคัญ โดยมิได้มุ่งขยายความในเชิงลึกทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของ “แบบ” ทั้งนี้จากบทสนทนาทั้งหมดสามารถทำให้มองเห็นได้ว่า โสกราตีสได้ยึดหลักการดำรงชีวิตแบบปราชญ์ เนื่องจากเชื่อว่าวิถีชีวิตแบบนี้คือการฝึกฝนตนในการทำความดี
วันที่ประหารชีวิตนั้น เพลโตไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเพราะป่วย แต่ก่อนหน้าวันประหารนี้ศิษย์ของโสกราตีสจะมาหากันทุกวันและอยู่ด้วยกันทั้งวัน โดยในวันประหารนี้ทุกคนต้องรออยู่นานเพราะผู้บัญชาการเรือนจำสั่งให้ถอดตรวนออกจากโสกราตีส และหลังจากนั้นก็บอกให้โสกราตีสทราบว่าต้องตายในวันนี้ แล้วจึงอนุญาตให้ทุกคนเข้าเยี่ยมได้
เริ่มต้นจากเอเคกราตีสได้ถามเฟโดถึงเหตุการณ์วันประหารโสกราตีสว่าเป็นโสกราตีสซึ่งเป็นอาจารย์ได้กล่าวอะไรไว้หรือไม่ซึ่งเฟโดได้เล่าให้เอเคกราตีสเห็นภาพว่าในวันประหารชีวิตนั้นตนเองได้อยู่ในเหตุการณ์ในวันประหารด้วยซึ่งหลังจากที่สานุศิษย์สามารถเข้าไปหาโสกราตีสในคุกได้แล้ว ตัวของโสกราตีสดูมีความสุขมาก โดยเฟโดกล่าวว่า “ตัวท่านอาจารย์เองก็ดูมีความสุข ทั้งกิริยาและวาจาบ่งให้เห็นเช่นนั้น ท่านเผชิญความตายอย่างไม่กลัวและสง่า”
หลังจากนั้นโสกราตีสจึงลุกขึ้นนั่งบนเตียง คู่ขาเข้า แล้วใช้มือนวด พลางพูดว่า “สหาย อ้ายสิ่งซึ่งเราเรียกว่าความสุขนี่นะ แปลกอยู่เหมือนกันนะสหาย มันช่างติดพันอยู่กับสิ่งซึ่งเรียกกันอยู่ทั่วไปว่าความทุกข์ สองอย่างนี่ไม่มาหาเราพร้อมกันหรอก ถ้าเราตามหาอย่างหนึ่งจนได้อย่างนั้น แต่แล้วเราก็มักถูกบังคับ ให้ได้อีกอย่างหนึ่งด้วย ยังกับว่าสองอย่างนี้เป็นรูปสองรูป มีศีรษะเดียวกัน ข้าพเจ้าเข้าใจแน่ว่าถ้าอีสปได้นึกถึงเรื่องนี้ คงจะคิดนิทานขึ้นทำนองนี้ ว่าเทพเจ้าจะให้ทั้งสองนี้เลิกวิวาทกัน แต่เมื่อเห็นเหลือวิสัยเข้า ก็เลยเอาหัวเดียวสวมทับร่างทั้งสองนั้น ฉะนั้นเมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็ต้องตามมา ที่เกิดกับข้าพเจ้านั้นเป็นเช่นนี้จริงๆ เดิมขาข้าพเจ้าต้องทนทุกข์เพราะถูกจองจำ บัดนี้เกิดได้รับความสุขกลับมาแล้ว
หลังโสกราตีสพูดจบ ซีบีสจึงขัดจังหวะขึ้นถามโสกราตีสโดยอ้างว่าอีเวนัส ที่เคยถามตนเมื่อสองวันก่อนว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้โสกราตีสจึงแต่งโศลกจากนิทานอีสปและคำประณามอโปลโลในคุก ซึ่งโสกราตีสตอบว่า “...ข้าพเจ้าเขียนขึ้น เพื่อพยายามค้นหาความหมายของความฝันบางประการกับพยายามทำมโนธรรมให้แจ้งชัด บางทีศิลปะอย่างนี้คือสิ่งซึ่งข้าพเจ้าได้รับคำบอกให้ฝึกฝน เรื่องเป็นอย่างนี้ ขอท่านจงทราบไว้ คือในชั่วชีวิตข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้ามักฝันซ้ำอยู่เสมอ แม้จะมีปรากฏการณ์ต่างกันต่างเวลากัน แต่ก็พูดซ้ำกันว่า โสกราตีส ฝึกฝนและก่อให้เกิดศิลปะ ที่แล้วๆ มา ข้าพเจ้าเคยคิดว่า การกระทำอันข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่อย่างแข็งขันจนเหนื่อยอ่อนนั้นแลคือการทำตามคำสั่ง ข้าพเจ้าถือเอาความฝัน ว่าเป็นดังหนึ่งคนดูที่คอยให้กำลังใจแก่นักวิ่งแข่ง เข้าใจเอาว่ามาสนับสนุน ให้ข้าพเจ้าทำในสิ่งซึ่งกำลังทำอยู่แล้ว ว่าเท่ากับฝึกฝนในเชิงศิลปะ เพราะปรัชญาก็คือศิลปะอันใหญ่ยิ่งที่สุดนั้นเอง และข้าพเจ้าก็ฝึกฝนในทางนั้นอยู่ ครั้งเมื่อเสร็จคดีที่ศาลมาแล้ว ต้องรอการประหารอยู่จนกว่าจะเสร็จเทวพิธี ข้าพเจ้านึกดูว่า ความฝันอาจแนะให้ข้าพเจ้าฝึกฝนศิลปะ อันเป็นที่นิยมกันทั่วไปก็ได้ ข้าพเจ้าจึงลองปฏิบัติตามอย่างไม่ขัดขืน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าก่อนจากโลกนี้ไป ไม่ควรให้เกิดความเคลือบแคลงใจเกิดขึ้น ด้วยเหตุฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงเพียรแต่งคำประพันธ์ตามคำแนะนำในความฝัน เพื่อให้ไม่ตะขิดตะขวงใจ ข้าพเจ้าเริ่มแต่งฉันท์สรรเสริญเทพองค์ที่มีงานฉลองอยู่ (อโปลโล) ในวันนั้นเมื่อแต่งมนตร์เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าตรองดูเห็นว่า กวีจะมีชื่อสมนามนั้น ก็ต่อเมื่อใช้จินตนาโวหาร ยิ่งกว่าบรรยายโวหาร แต่ข้าพเจ้าเองนั้นหามีจินตนาการพอที่จะปั้นเรื่องขึ้นได้ไม่
จากนั้นหลังจากนั้น โสกราตีสจึงคุยกับสิมมิอัสในเรื่องว่า อีเวนัสซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของเขาที่บอกว่าจะฆ่าตัวตายตามโสกราตีสว่าเป็นบันฑิตหรือไม่ ซึ่งโสกราตีสไม่เชื่อเพราะอีเวนัสไม่ค่อยเชื่อฟังโสกราตีสเท่าไหร่นัก โดยเห็นว่าถ้าอีเวนัสจะฆ่าตัวตายตามโสกราตีส ตัวโสกราตีสเห็นว่าทำไม่ได้ เพราะถือว่าผิดกฎหมายโดยโสกราตีสอธิบายให้ซีบีสฟังว่า “ด้วยมีหลักสิทธิอันแพร่หลายอยู่อย่างลับๆ ว่ามนุษย์คือคนคุก อันไม่มีสิทธิที่จะเปิดประตูหนีออกไป นี่เป็นเรื่องจองรหัสลัทธิอันข้าพเจ้าไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าเทพคุ้มครองป้องกันเรา และมนุษย์เราคือสมบัติของเทพโดยโสกราตีสยกตัวอย่างต่อให้เห็นว่า “ถ้าสมบัติของท่าน (ซีบีส) เป็นต้นว่าวัวหรือลา เกิดถือลัทธินำตัวออกไปจากท่าน ทั้งๆ ที่ท่านยังไม่แสดงความประสงค์ให้สัตว์ตัวนั้นตาย ท่านจะไม่โกรธขึ้งสัตว์นั้นหรือ ถ้าท่านลงโทษได้ ท่านจะไม่ลงโทษมันหรือ” ซึ่งซีบีสก็ยอมรับว่า “ต้องลงโทษแน่นอน”  จากนั้นโสกราตีสจึงสรุปให้เห็นว่า “ถ้าเรามองไปในแง่นี้ ก็ย่อมเห็นเหตุผลที่ว่ามนุษย์ควรอยู่ก่อน จะคร่าชีวิตของตนก่อนเทพเรียกตัวไปหาได้ไม่ อย่างข้าพเจ้านี้ เทพกำลังเรียกตัวไปอยู่แล้ว”

ในส่วนท้ายของคำบอกเล่านั้น เพลโตพยายามสะท้อนให้เห็นตามคำบอกเล่าของเฟโดว่า โสกราตีสนั้นพร้อมต่อการดื่มยาพิษ ซึ่งก่อนหน้าจะถูกประหารนั้น โสกราตีสได้เข้าไปอาบน้ำด้วยตนเองเพราะไม่อยากให้ผู้หญิงอาบให้ และเมื่อใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดิน โสกราตีสจึงออกมาจากห้องน้ำ แล้วสักครู่ผู้คุมจำนวน 11 คน ก็เข้ามา ยืนข้างข้างๆ โสกราตีส ซึ่งโสกราตีสยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้คุม เมื่อยาพิษได้รับการผสมแล้วนั้น โสกราตีสก็ดื่มมันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่สะทกสะท้าน และเมื่อดื่มยาพิษแล้วโสกราตีสก็เดินไป เดินมา จนกระทั่งถึงเวลาที่ขาไม่สามารถเดินได้  จึงไปเอนหลังตามคำสั่งผู้คุม คนที่ให้ยาพิษโสกราตีสดื่มนั้นมองดูที่ขาและที่เท้าของโสกราตีสบ่อยๆ และก็บีบเท้าอย่างหนัก และถามว่ารู้ สึกไหม แล้วจึงบีบไล่เรื่อยขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าร่างกายส่วนนั้นแข็งและเย็นชืด ซึ่งบีบจนถึงหัวใจ เมื่อร่างกายโสกราตีสเริ่มเย็นมาถึงบั้นเอว จนต้องเอาผ้าห่มมาคุม แล้วจึงพูดประโยคสุดท้ายว่า “ไครโต เราควรเอาไก่ไปเส้นแอสเคลปิอัสตัวหนึ่ง ท่านทำแทนข้าพเจ้าหน่อยได้ไหม” ทั้งนี้ไครโตจึงตอบว่าจะทำตามนั้นและถามกลับว่าอยากให้ทำอะไรอีกไหม แต่โสกราตีสก็ตาค้างเสียแล้ว ไครโตจึงปิดตาและปิดปากให้

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัดไครโต



ไครโต (CRITO)

เรื่องย่อไครโต(CRITO)
                        ตามปกตินั้น พอศาลสั่งประหารชีวิต ก็ให้ดื่มน้ำเฮมลอก ฆ่าเสียในทันที แต่ในเมื่อวันก่อนโสกราตีสขึ้นศาล เข้าเขตเทศกาลอันมีพีทางศาสนาที่เอเทนต้องส่งเรือไปเดลอส เกาะอันศักดิ์สิทธิ์ในทะเลเมติเตอร์เนียน นัยว่าพิธีนี้มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนระลึกถึงอดีต ที่กรุงเอเทนส์เป็นไท พ้นอำนาจเกาะครีตตราบใดที่เรือยังไม่กลับจากเกาะเดลอส ก็ยังประหารใครในกรุงเอเทนส์ไม่ได้ด้วยเหตุนี้โสกราตีสจึงถูกจองจำอยู่ในคุกถึงหนึ่งเดือนบรรดามิตรสหายพากันหาทางให้โสกราตีสหนีแต่โสกราตีสปฏิเสธเรื่อยมาซึ่งบทสนทนาเรื่องไครโต(CRITO)เป็นเหตุการณ์ก่อนโสกราตีสถูกสั่งประหารชีวิตโดยให้ดื่มน้ำเฮมลอก 1วันโดยไครโตได้เข้ามาพบโสกราตีสในคุกซึ่งตลอดเวลาที่โสกราตีสถูกจำคุกนาน 1เดือนนั้นมีบรรดามิตรสหารและสานุศิษย์ต่างชวนโสกราตีสหนีกันเรื่อยมาแต่เขาก็ปฏิเสธเสมอรวมทั้งในเหตุการณ์ครั้งนี้ไครโตผู้เป็นเพื่อนสนิทของโสกราตีสก็มาชวนหนีเช่นกันโดยส่วนตัวเขาเป็นคนร่วมวัยกับโสกราตีสและเป็นมหาเศรษฐีในกรุงเอเทนในช่วงที่ไครโตเช้ามาพบโสกราตีสนั้น โสกราตีสกำลังหลับอยู่ ซึ่งเขาก็ไม่ปลุกและนึกชมว่า โสกราตีสสามารถนอนได้อย่างมีความสุขและไม่รู้สึกกลัวตายเลย เมื่อโสกราตีสตื่นก็นึกสงสัยถามกับไครโตว่าเข้ามาในที่คุมขังนี้ได้อย่างไรไครโตจึงตอบว่า“ผู้คุมที่นี่คุ้นกับข้าพเจ้าแล้วโสกราตีสเพราะข้าพเจ้าเข้ามาบ่อยและข้าพเจ้าช่วยเหลือเขาอยู่บ้างทั้งนี้ในการมาของเขาได้เริ่มต้นในการชวนโสกราตีสหนีด้วยการแจ้งข่าวว่าเรือกำลังจะกลับมาจากเกาะเดลอส และใกล้ถึงไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ซึ่งหมายถึงการประหารชีวิตโสกราตีสจะเกิดขึ้นโดยเริ่มพูดโน้มน้าวโสกราตีสให้หนีโดยให้นึกถึงบุตรของตนเองแต่โสเครตีสตอบว่าถ้าตนหนีไปที่อื่นจะต้องพาลูกหนีไปด้วยและลูกก็จะกลายเป็นพวกเนรเทศเช่นนั้น หรือถ้าบุตรของเราได้รับการเลี้ยงดูที่เอเทนส์ จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อตนเนรเทศไปที่อื่น ไม่ได้อยู่กับพวกเขาที่เอเทนส์พวกเขาจะได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างดียิ่งกว่าเมื่อตนตายไปแล้วเพราะโสเครตีสเชื่อว่ามิตรสหายจะดูแลบุตรของตนได้เมื่อตนตายไปอยู่ในปรโลก แต่ถ้าหากเขาหนีไปอยู่ที่อื่นนอกกรุงเอเทนส์ลูกของตนจะลำบากมาก
                     โดยแม้ว่าไครโตจะชักชวนโสกราตีสหนีด้วยเหตุผลต่างๆ มากมายข้างต้น แต่โสกราตีสก็ปฏิเสธตามนิสัยของเขาคือมองว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอให้หนีซึ่งคำถามต่อมาที่โสกราตีสพยายามขยายความให้ชัดขึ้นก็คือพิจารณาว่า ถ้าโสกราตีสหนีโดยไม่ได้ขออนุญาตจากรัฐ จะได้ชื่อว่าทำความผิดไหม และเป็นความผิดที่จะทำให้คนอื่นได้รับโทษทัณฑ์ไปด้วยหรือไม่ โสกราตีสจึงสมมติตัวเองเป็นกฎหมายและบ้านเมือง(รัฐ)โดยกล่าวแทนว่า“โสกราตีส บอกเราหน่อยว่าการกระทำของท่านนั้น หมายความว่ากระไร ท่านทำการเพราะไม่ยอมเคารพสถาบันแห่งนี้ใช่ไหม ท่านไม่นำพาต่อกฎหมายและจักรภพ หากสิ่งนั้นๆ ขัดขวางท่าน กระนั้นหรือ ถ้าคำตัดสินของผู้พิพากษาไม่มีผลบังคับลงโทษประชาชนพลเมือง ก็เท่ากับว่ารัฐนี้ควรตั้งอยู่ หรือควรสลายลงครั้งแรกไครโตจะไม่ยอมรับความคิดในคำพูดดังกล่าว เนื่องจากคิดว่า กฎหมายที่ผู้พิพากษาตัดสินสิ้นสุดลงไปแล้วนั้นไม่ดี เพราะรัฐทำผิดก่อน คำตัดสินไม่ยุติธรรม จึงไม่ควรยอมรับการลงโทษในครั้งนี้แต่โสเครตีสยืนยันและปฏิเสธที่จะหนีตามที่ไครโตเสนอ เพราะเขาบอกว่า เราไม่ควรจะสนองการกระทำที่ผิดด้วยการกระทำที่ผิด คือม่ควรสนองการตัดสินผิดของชาวเอเทนส์ ด้วยการแหกคุก เนื่องจากโทษของโสเครตีสเป็นมติของมหาชนชาวเอเทนส์ การหนีไปโดยที่ชาวเอเทนส์ไม่ยินยอมจึงถือเป็นการกระทำที่ผิด โสเครตีสบอกว่า แม้รัฐจะทำผิดต่อเราหรือพิจารณาคดีไม่ถูกต้อง แต่ว่ามันถือเป็นข้อตกลงที่เราให้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะทำตามคำตัดสินของรัฐ ขยายความได้ว่า ตนเอง (โสเครตีส) ถือกำเนิดภายใต้รัฐ จากกฎหมายของรัฐ ได้แก่ กฎหมายสมรสของบิดามารดา กฎหมายเลี้ยงดูเด็กหลังจากที่เกิดมา และกฎหมายการให้การศึกษา ดังนั้นเขาจึงเป็นเหมือนลูกหรือทาสของรัฐ ไม่ใช่บุคคลผู้เสมอหรือเท่าเทียมกับรัฐ เขาจึงไม่มีสิทธิที่จะตอบโต้รัฐ การไม่เชื่อฟังรัฐ จึงเหมือนเป็นการทำลายรัฐและชาวเอเทนส์ทั้งหมดด้วย นอกจากนี้ รัฐเมื่อให้กำเนิดเขาขึ้นมาในโลกแล้ว ก็ได้เลี้ยงดูเขาให้เขาและประชาชนทั้งหลายได้รับสิ่งที่ดีทั้งปวงที่สามารถทำได้ และยังเปิดโอกาสให้คนที่ไม่พอใจกฎหมายของรัฐ มีเสรีภาพที่จะจากไปอยู่ที่อื่นก็ได้การที่ยังคงอยู่จึงแสดงให้เห็นว่าตนเองพึงพอใจต่อกฎหมายของรัฐแล้วอย่างไรก็ตามโสกราตีสยืนยันให้เห็นว่าตนเองนั้นสาบานว่าจะทำตามคำตัดสินของบ้านเมืองไว้ก่อนหน้าแล้ว พร้อมทั้งอ้างตนแทนกฎหมายบ้านเมือง และด้วยเหตุผลที่โสกราตีสที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของรัฐและอำนาจรัฐนั้น ทำให้ไครโตยอมรับว่าเป็นจริงดังที่โสกราตีกล่าวมา นอกจากนี้โสกราตีสยังขยายความต่อไปให้เห็นถึงว่าหากหนีไปนั้นจะผิดคือเมื่อท่านเห็นแล้วว่าการศาล การปกครองเราเป็นอย่างไร หาสมัครจะอยู่กับเรา (รัฐ) ถ้าขัดขืน เราถือว่าผู้นั้นผิดถึงสามสถาน คือ
                    1. ในฐานไม่นบนอบเราผู้เป็นเสมือนบิดามารดา
                    2. ในฐานที่เราเป็นผู้ปกครอง
                    3. ในฐานที่สัญญาว่าจะเชื่อฟัง
                ถ้าเห็นว่าเราทำผิดจะไม่ทำตามเราต้องแนะให้เราอนุญาตหาไม่ก็ต้องทำตามเสมอไป นอกจากนี้เรายังมิได้ปกครองแบบคนกลุ่มน้อย เราเพียงขอให้ทำตามหรือมิเช่นนั้น ก็เลือกได้ว่าจะทำตาม หรือจะขอร้องให้เราผ่อนผันให้ จะไม่เอาเลยสักอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่ได้ซึ่งที่โสกราตีสกล่าวมาข้างต้นนั้นตัวของไครโตเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งรวมถึงเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่โสกราตีสยกมากล่าวจนในท้ายสุดไครโตต้องยอมจำนนต่อความคิดของโสกราตีส

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัดท้ายเรื่องอโปโลเกียตอนที่ 2

                                                                                  ซื่อ...............................................................
                                                                                  เลขที่...........................รุ่น......................

แบบฝึกหัดท้ายเรื่องอโปโลเกียตอนที่ 2
คำสั่ง: ให้นักศึกษาโยงคำสนทนาถามตอบระหว่างโสกราตีสและเมเลตัส

โสกราตีส

เมเลตัส
1.ท่านที่รัก ข้าพเจ้าไม่ได้ถามท่านเช่นนั้น ข้าพเจ้าให้ท่านบ่งชื่อ บุคคล ซึ่งมีกิจที่ต้องรู้กฎหมายเป็นประเดิม


ก.ไม่มีแน่
2.ท่านหมายความว่าคนพวกนี้สามารถสั่งสอนคนหนุ่มให้ดีขึ้นได้ กระนั้นหรือ

ข.ตั้งใจ แน่นอน
3.บอกข้าพเจ้าสิสหาย ว่าใครเป็นคนทำให้เด็กเป็นคนดี

ค.ใช่อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัยเลย
4.ท่านหมายความตลอดทุกคนในคณะผู้พิพากษาหรือว่าบางคน

ง.หมดเลย
5.สมาชิกในรัฐสภานั้นก็ย่อมไม่ทำให้เด็กเสีย หากทุกคนมีอิทธิพลทำให้เด็กดีขึ้นด้วยใช่ไหม

จ.ก็บุคคลเหล่านี้นะสิ           โสกราตีส คนที่มารวมอยู่เพื่อตัดสินคดีนี้แหละ
6.วุฒิสมาชิกล่ะ

ฉ.แน่นอน
7.เมเลตัส สมาชิกในรัฐสภานั้นก็ย่อมไม่ทำให้เด็กเสีย หากทุกคนมีอิทธิพลทำให้เด็กดีขึ้นด้วยใช่ไห้

ช.กฎหมาย
8.มีใครไหมที่ชอบรัดความเสียหายยิ่งกว่าความช่วยเหลือ

ซ.พวกนี้ด้วย
9. ถ้าเช่นนั้นก็ดูเหมือนประชาชนชาวเอเทนทุกคน ล้วนมีอิทธิพลทำให้เด็กดีขึ้น ยกเว้นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเท่านั้นที่ทำให้เด็กเสีย ท่านหมายความเช่นนี้ใช่ไหม


ช.ใช่แน่
10.แต่เรารู้อยู่ว่าท่านฟ้องข้าพเจ้าฐานทำให้เด็กเสีย ท่านว่าข้าพเจ้าทำโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ



ญ.ใช่แน่

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

อโปโลเกีย (APOLOGIA)ตอนที่ 3

คำถามที่โสกราตีสใช้ถามเมเลตัสเพื่อแก้คดีในศาล
1. มีใครไหม เมเลตัส ที่เชื่อว่ามีของเกี่ยวกับมนุษย์แต่ไม่มีมนุษย์
2 มีใครไหมที่ไม่เชื่อว่ามีม้า แต่เชื่อว่ามีของเกี่ยวกับม้า
3. หรือไม่เชื่อว่ามีปี่ แต่มีคนเป่าปี่
4 มีใครที่เชื่อเทวานุภาพ แต่ไม่เชื่อว่าเทพมี
ซึ่งคำถาม4ข้อนี้ทำให้เมเลตัสเผลอยอมรับในศาลว่าโสกราตีสเชื่อเทวานุภาพ และก็สอนคนอื่นในเรื่องนี้ และความเชื่อของโสกราตีสข้อนี้ได้รับการยืนยันในคำฟ้องอันท่านสาบาลต่อศาลแล้วว่าโสกราตีสเชื่อในเทวานุภาพ ซึ่งก็ย่อมเชื่อว่าเทพมีเช่นกัน
หลังที่โสกราตีสกล่าวแก้คดีจบ คณะลูกขุนก็มีการออกเสียงพิจารณาคดี   ซึ่งผลก็ปรากฏตามที่คะแนนเสียงมีความก้ำกึ่งกันมากดังคำที่โสกราตีส กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเสียใจที่ท่านออกเสียงลงคะแนนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ผิดในเรื่องนี้ ข้าพเจ้ามีเหตุผลหลายประการ เพราะใช่ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้คาดมาล่วงหน้า แท้ที่จริงข้าพเจ้าออกจะแปลกใจเสียซ้ำที่คะแนนเกือบจะก้ำกึ่งทั้งสองฝ่าย ข้าพเจ้าไม่นึกว่าคะแนนจะใกล้เคียงกันถึงเพียงนี้ นึกว่าฝ่ายโจทก์จะได้คะแนนมากมายนัก แต่นี่ถ้าอีกสามสิบเสียงมาทางนี้ ข้าพเจ้าก็จะชนะความ ลำพังเมเลตัสคนเดียวแล้ว ทุกคนเห็นได้ชัดว่าข้าพเจ้าย่อมชนะแน่ ไม่แต่จะชนะ หากยังจะปรับเมเลตัสได้อีกพันเหรียญ เพราะโจทย์จะไมได้คะแนนถึง 1 ใน 5
การพิพากษาของศาลคือโสกราตีสมีความผิดแต่ศาลจะไม่ลงโทษแต่เมเลตัสคัดค้านศาลจึงตัดสินให้ประหารชีวิตโสกราตีสเมื่อมีการพิพากษาลงโทษแล้ว โสกราตีสก็พร้อมยอมรับคำตัดสินประหารชีวิตตนเอง แต่ก็กล่าวไว้อย่างคมคายถึงวิธีคิดตัดสินใจของผู้ลงมติให้ประหารชีวิตไว้ว่า ตัวโสกราตีสไม่ได้ถูกลงโทษเพราะแก้คดีอย่างปราศจากเหตุผล หากแก้คดีอย่างมีความกล้า อย่างมีความละอายใจ อย่างไม่พร้อมที่จะพูดถ้อยคำชนิดที่ทำให้ท่านชอบใจ ไม่ร่ำร้องวิงวอนเกี่ยวกับฐานะแห่งตน หรือพูดจาและทำท่าทาง อันไม่อยู่ในวิสัย อันข้าพเจ้าจะทำได้ แต่ข้าพเจ้าก็รู้ว่าพวกท่านเคยชินกับการกระทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นการถูก ที่จะประพฤติตนดังหนึ่งมิใช่คน อันเกิดมาเป็นไทแก่ตน และข้าพเจ้าก็ไม่ยอมแสดงความเสียใจต่อวิธีการ อันข้าพเจ้าแก้คดีมานั้น ข้าพเจ้าพอใจตาย หลังจากที่ได้แก้คดีด้วยวิธีการของข้าพเจ้านั้น ยิ่งกว่าจะมีชีวิตอยู่ด้วยกระทำการต่างๆ อันเป็นที่พอใจของท่าน
ช่วงท้ายของการกล่าวแก้คดีความ โสกราตีสจะกล่าวอ้างว่าตนเองไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับปรโลกหรือชีวิตหลังความตายมากมายนัก แต่ก็กล่าวไว้ในช่วงนี้อย่างน่าสนใจว่า “ความตายดีอย่างไร ความตายต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสองสิ่งนี้คือ (1) ถ้าไม่เป็นสภาวะอันปราศจากความนึกคิดเลย ก็ต้อง (2) เป็นการแปรสภาพของจิตจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ถ้าปราศจากความนึกคิดเลย ก็เหมือนกับการนอนหลับชนิดที่ผู้หลับไม่ฝันอะไรเลย ข้าพเจ้าเห็นว่าความตายในสภาวะนี้ดีวิเศษแน่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าใครก็ตามเมื่อยามนอนหลับสนิทจนไม่ฝัน เมื่อเทียบกับวันคืนอื่นๆ ตลอดทั้งชีวิต คืนนั้นคืนเดียวก็จะมีความสุขยิ่งกว่าเป็นไหนๆ...ถ้าความตายเป็นสภาวะเช่นนี้ ข้าพเจ้าย่อมถือว่าความตายเป็นผลได้ของชีวิต เพราะเวลาอื่นๆ จะสำคัญเท่าคืนเดียวนั้นก็หาไม่ ท่านตุลาการ หากความตายเป็นการแปรสภาพไปสู่อีกโลกหนึ่งดังที่เขาพูดกันว่าความตายไปรวมอยู่ที่นั่น ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ก็ย่อมนับว่าเป็นมหันตคุณ เพราะการไปสู่เรือนแห่งมัจจุราช มนุษย์ย่อมจะได้พบตุลาการที่แท้จริง ยิ่งกว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าตุลาการ เพราะอย่างน้อย ก็เชื่อกันว่าตุลาการในปรโลกตัดสินด้

อโปโลเกีย (APOLOGIA) ตอนที่ 2

โสรกราตีสแก้ข้อกล่าวหา โสกราตีสใช้วิธีการสอบถามกับโจทก์ซึ่งก็คือเมเลตัส เหมือนกับที่เคยๆ ทำมาในอดีต แล้วจึงสร้างชุดข้อสรุปเป็นระยะๆ โดยมีการเปรียบเปรยเชิงประชดประชัน (Irony) แล้วสร้างข้อสรุปตามวิธีการแบบอุปนัย (Induction) ดังเช่นในบทสนทนาส่วนหนึ่ง กล่าวว่า
โสกราตีส : ท่านว่าท่านค้นพบอิทธิพลอันทำให้เด็กเสีย อิทธิพลเหล่านั้นอยู่ที่ข้าพเจ้านี่ และท่านก็ขอให้สุภาพชนนี้พิจารณาโทษข้าพเจ้า ขอให้ท่านจงบอกเขาเหล่านี้ว่าใครเล่าที่ทำให้เด็กของเราดีขึ้นเมเลตัส ท่านไม่กระดิกลิ้นเสียแล้วหรือ จึงไม่ตอบ ท่านไม่รู้ดอกหรือว่าการกระทำเช่นนี้ มีผลเสียต่อท่านอย่างพอเพียง ที่จะพิสูจน์คำของข้าพเจ้าว่าท่านไม่สนใจเรื่องนี้เลย บอกข้าพเจ้าสิสหาย ว่าใครเป็นคนทำให้เด็กเป็นคนดี
เมเลตัส: กฎหมาย”
โสกราตีส :ท่านที่รัก ข้าพเจ้าไม่ได้ถามท่านเช่นนั้น ข้าพเจ้าให้ท่านบ่งชื่อ บุคคล ซึ่งมีกิจที่ต้องรู้กฎหมายเป็นประเดิม”
เมเลตัส: ก็บุคคลเหล่านี้นะสิโสกราตีส คนที่มารวมอยู่เพื่อตัดสินคดีนี้แหละ
โสกรตีส : ท่านหมายความว่าคนพวกนี้สามารถสั่งสอนคนหนุ่มให้ดีขึ้นได้ กระนั้นหรือ
เมเลตัส: แน่นอน”
โสกราตีส : ท่านหมายความตลอดทุกคนในคณะผู้พิพากษาหรือว่าบางคน
เมเลตัส: “หมดเลย”
โสกราตีส : “วิเศษ ช่างหาผู้ชูชุบอุปถัมภ์ได้มากจริง คนที่มาฟังคดีที่ศาลนี่ละจะมีอิทธิพลทำให้เด็กดีขึ้นด้วยหรือเปล่า”
เมเลตัส: “มี”
โสกราตีส : “วุฒิสมาชิกล่ะ”
เมเลตัส:  “พวกนี้ด้วย”
โสกราตีส :“ เมเลตัส สมาชิกในรัฐสภานั้นก็ย่อมไม่ทำให้เด็กเสีย หากทุกคนมีอิทธิพลทำให้เด็กดีขึ้นด้วยใช่ไหม
เมเลตัส: ใช่แน่”
โสกราตีส : ถ้าเช่นนั้นก็ดูเหมือนประชาชนชาวเอเทนทุกคน ล้วนมีอิทธิพลทำให้เด็กดีขึ้น ยกเว้นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเท่านั้นที่ทำให้เด็กเสีย ท่านหมายความเช่นนี้ใช่ไหม”
เมเลตัส: ใช่อย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย
โสกราตีส : นี้นับว่าท่านเห็นคุณลักษณะข้อเสื่อมอย่างยิ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้าเป็นอันมาก เอาเถิด ขอให้ข้าพเจ้าได้ถามท่านอีกข้อหนึ่ง เอาม้าเป็นตัวอย่าง คนที่ฝึกม้าให้ดีจะต้องเป็นมนุษยชาติทั้งหมด ส่วนคนที่ทำให้เสียคือคนๆ เดียว กระนั้นหรือ หรือกลับตรงกันข้าม ว่าจำเพาะคนๆ เดียว หรือน้อยคนมากที่เข้าใจม้า คนอื่นๆ ส่วนมาก ถึงจะใช้ม้าก็ไม่ปรานีปราศรัย ม้าและสัตว์อื่นๆ ย่อมเป็นเช่นนี้มิใช่หรือเมเลตัส ความจริงย่อมเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าท่านและอนิตัสจะรับเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม ย่อมจะเป็นการดีที่คนหนุ่มของเราจะมีคนทำให้เสียแต่เพียงคนเดียว คนอื่นๆ นอกนั้นล้วนช่วยให้ดี แต่เมเลตัสท่านแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าท่านยังไม่ได้พิจารณาคนหนุ่มของเราเลย ท่านแสดงออกอย่างแจ่มแจ้ง ว่าท่านไม่สนใจ ท่านยังไม่ได้คิดเลย แม้แต่น้อยว่า ทำไมท่านจึงเอาข้าพเจ้ามาที่นี่
โสกราตีส : ข้าพเจ้าขอให้ท่านบอกข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ว่าอยู่ในเมืองชั่วกับเมืองดี ที่ไหนดีกว่า ตอบเราหน่อย สหาย ไม่ใช่ปัญหาที่ยากเย็นอะไร คนชั่วย่อมทำความชั่วในเขตแขวงใกล้ๆ และคนดีทำดีมิใช่หรือ”
เมเลตัส :ใช่ แน่ละ
โสกราตีส มีใครไหมที่ชอบรัดความเสียหายยิ่งกว่าความช่วยเหลือ
เมเลตัส:ไม่มีแน่
โสกราตีส : แต่เรารู้อยู่ว่าท่านฟ้องข้าพเจ้าฐานทำให้เด็กเสีย ท่านว่าข้าพเจ้าทำโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ”
เมเลตัส: ตั้งใจ แน่นอน
โสกราตีส : จริงแท้เช่นนั้นหรือเมเลตัส คนอายุขนาดท่านฉลาดกว่าคนอายุปูนข้าพเจ้ามากนักเจียวหรือ จนท่านรู้ว่าคนชั่วย่อมทำความชั่ว คนดีย่อมทำความดี ให้แก่คนใกล้เคียง แต่ข้าพเจ้าจมลงไปในเหวลึกของความชั่วจนโง่เขลา ขนาดไม่รู้ว่า ถ้าทำให้เพื่อนร่วมชาติคนหนึ่งชั่ว ข้าพเจ้าย่อมรับความเสียหายจากเขาคนนั้น แต่ท่านก็เห็นว่าข้าพเจ้าตั้งใจทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อท่านหรอกเมเลตัส และข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีใครเชื่อท่าน ข้าพเจ้าต้องไม่ได้ทำให้เด็กเสียเลย ถ้าทำก็โดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นอันว่าท่านผิดทั้งสองกระทง หากข้าพเจ้าทำโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่านก็ย่อมทำผิดกฎหมาย ที่เอาข้าพเจ้าเกี่ยวพันในศาลอย่างผิดๆ เช่นนี้

จากข้างต้นถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า โสกราตีสใช้การเปรียบเปรยมาเป็นเครื่องมือในการแก้ข้อกล่าวหา พร้อมๆ กับดึงคู่สนทนาให้กลายเป็นผู้กล่าวแก้คดีให้โดยมิรู้ตัวหรือในอีกช่วงหนึ่งของการสนทนาก็เช่นเดียวกันในการแก้ข้อกล่าวหาว่า โสกราตีสสอนให้คนหนุ่มไม่นับถือเทพองค์ที่รัฐนั้นยอมรับว่าศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือว่าโสกราตีสนั้นทำลายเด็กหนุ่มเหล่านี้

อโปโลเกีย (APOLOGIA) ตอนที่ 1

อโปโลเกีย (APOLOGIA)
บทสนทนาเรื่องอโปโลเกีย (APOLOGIA) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นวันเดียวกับเรื่องยูไทโฟร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โสกราตีสได้ขึ้นศาลกรุงเอเธนส์ ทั้งนี้ในกระบวนการพิจารณาคดีที่กรุงเอเธนส์สมัยนั้น คือ คู่คดีต่างต้องกล่าวหาหรือกล่าวแก้คดีด้วยตนเอง ไม่มีทนายว่าความต่างตัว โดยโจทก์พูดก่อน จากนั้นจำเลยจึงตอบหรือกล่าวแก้คดี แล้วจึงถึงคณะผู้พิพากษา (หรือคณะลูกขุน) ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชนจำนวน 500 คน พิจารณาตัดสิน ซึ่งในการพิจารณาผลการตัดสินนั้น
1.ถ้าคะแนนเท่ากันให้ปล่อยผู้ต้องหาถือว่าพ้นผิด
2.ถ้าโจทก์ได้คะแนนน้อยกว่า 1 ใน 5 ให้ปรับโจทก์
3.ถ้าจำเลยแพ้ โจทก์ต้องเสนอให้ศาลลงโทษ แล้วจำเลยขอให้ศาลลดโทษลงเป็นอื่น จากนั้นลูกขุนหรือคณะพิพากษาจึงลงคะแนนอีกครั้งว่าจำเลยควรรับโทษสถานไร
ช่วงต้น ของการกล่าวแก้คดีนั้น โสกราตีสพยายามบอกให้ศาลทราบซึ่งหมายถึงมหาชนได้รับรู้ว่าตนเองนั้นต่างจากพวกโซฟิสต์ (Sophist) และกลุ่มคนที่กล่าวหาตนซึ่งโสกราตีสรับรู้อยู่เสมอว่ามีหลายคนที่ไม่พอใจในตน โดยยอมรับว่าไม่ได้สู้เฉพาะคดีในศาล แต่กำลังต่อสู้กับอคติของคนที่มีมานาน เพราะคนส่วนหนึ่งเกลียดชังจึงสร้างกระแสและกุคำเท็จที่พยายามบอกว่าโสกราตีสเป็นคนไม่ดี
โสกราตีสบอกกับคณะลูกขุนว่าโจทย์ที่ฟ้องร้องโสกราตีสแบบนี้มีมากนักและได้กล่าวหาโสกราตีสเสมอซึ่งมีมามานมนานแล้ว แต่สิ่งที่พวกนี้กระทำและถือว่าเลวร้ายที่สุดคือคนพวกนี้ได้กล่าวว่าร้ายโสกราตีส ให้เข้าหูพวกคณะลูกขุนในตอนยังเป็นเด็กหรือเพิ่งจะเริ่มเป็นหนุ่มซึ่งยังขาดการวิเคราะห์ไตร่ตรองซึ่งแค่นี้ ก็ถือว่าพวกที่ต้องการเอาผิดโสกราตีสก็ชนะคดีเสียแต่ตอนนั้นแล้ว เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีใครไปแก้คดีโสกราตีสเลยซึ่งโสกราตีสเองก็ทำได้เพียงแต่แก้คดี ต่อต้านฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งไม่รู้ว่าใคร เหตุเพราะไม่มีใครกล้าออกมาตอบคำพูดของโสกราตีสโดยตรง จึงได้ขอให้คณะลูกขุนยอมรับรองว่าผู้ที่มาฟ้องร้องกล่าวหาโสกราตีสนั้นมีสองกลุ่ม คือ คนที่เป็นโจทก์นำความมาฟ้องศาลโดยตรงคือเมเลตัสกับพวกที่กล่าวหาโสกราตีสมาแต่ต้น ซึ่งก็คือคนอื่นๆ ทั่วไป
ในศาลโสการตีสโดยยอมรับว่าตนเองเป็นศิลปะวาที แต่คนละแบบกับพวกพวกโซฟิสต์ (Sophist) และกลุ่มคนที่กล่าวหาตนเนื่องจากคนพวกนี้มักพูดคำที่เป็นเท็จเสียส่วนใหญ่ ส่วนคำพูดที่ท่านจะได้ฟังจากโสกราตีสนั้น ล้วนเป็นความจริงซึ่งโสการตีสเชื่อว่าตนเองล้วนกล่าวแต่คำจริง และขอให้ศาลอนุญาตให้โสการตีสพูดตามวิธีของเขาเองจะดีหรือเลวอย่างไรก็ช่างซึ่งการกระทำของโสกราตีสเป็นคุณสมบัติของผู้พิพากษา ดุจเดียวกับที่สัจจะคือคุณสมบัติของศิลปะวาที
การคาดการณ์ของโสกราตีส โสกราตีสก็พอคาดการณ์ได้อยู่เองเช่นกันว่าการขึ้นศาลครั้งนี้ตนเองจะมีชะตากรรมอย่างไรซึ่งโสกราตีสเองกล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการแก้ความคิดผิดๆ ก็เพราะจะให้บังเกิดประโยชน์ทั้งแก่ท่านและแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็หวังที่จะชนะความ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าออกจะยากมากอยู่ เป็นอันปล่อยให้เทพเจ้าชี้ชะตากรรมก็แล้วกัน ข้าพเจ้าได้แต่ทำตามกฎหมาย กล่าวแก้คดี

ข้อกล่าวหาที่1เมเลตัสตั้งไว้ โสกราตีสได้อ่านในศาลว่า “โสกราตีส ผิดอาญาแผ่นดิน ฐานค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับสิ่งใต้พิภพและบนนภากาศ ทั้งยังเอาเหตุผลอ่อนๆ ชนะเหตุผลที่ดีกว่า มิหนำซ้ำยังเป็นตัวอย่างให้คนอื่นประพฤติตามข้อนี้ตัวของโสกราตีสได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยังเปรียบเปรยให้เห็นว่าการสั่งสอนของตนนั้นแตกต่างกับพวกโซฟิสต์ โดยกล่าวว่า “คำให้ร้ายป้ายสีเหล่านั้นล้วนแต่ปราศจากความจริง และถ้าท่านได้ยินคนพูดว่าข้าพเจ้าหากินด้วยการสั่งสอนคน ก็ขอให้รู้ไว้เถิดว่าไม่จริง ทั้งๆ ที่ การเป็นครูเป็นของดี ถ้ารู้วิธีสอน เช่น กอกิอัส แห่งลิออนตีนีและโปรดิกัสแห่งเดออัส และฮิปปิอัสแห่งเอลีส บุคคลเหล่านี้ แต่ละคน ไม่ว่าจะไปสู่เมืองใด ย่อมสามารถชักชวนชายหนุ่มให้มาเรียนกับตน ให้จ่ายทรัพย์ให้ตน และยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณตนอีกด้วย ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มเหล่านั้นจะมีมิตรสหายอยู่อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมละมาหาอาจารย์เหล่านี้ทั้งสิ้น”
โสรกราตีสแก้ข้อกล่าวหา โสกราตีสยอมรับว่าตนฉลาด และฉลาดเพราะมีปัญญาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่ก็อ้างว่า แคเรฟอน ซึ่งเพื่อนสนิทได้ไปถามอโปลโล เทพพยากรณ์ ในเดลฟี ผ่านคนทรงสตรี ว่ามีใครฉลาดกว่าตน ซึ่งคนทรงสตรีก็กล่าวตอบมาว่าไม่มีใครฉลาดเท่า ทั้งนี้พยานคนสำคัญก็คือแคเรฟอน ซึ่งเป็นน้องชายของโสกราตีสแต่เสียชีวิตไปแล้ว
โสกราตีสกล่าวในศาลต่อไปว่า ตนเองก็ยังสงสัยในคำทำนายดังกล่าวจึงคิดพิสูจน์คำทำนายดู ด้วยการสนทนากับคนที่คิดว่าเขานั้นฉลาดผู้หนึ่ง โดยโสกราตีสกล่าวว่า “จากการสนทนา ก็ทราบได้ว่าคนอื่นๆ ส่วนมากย่อมเห็นว่าเขาฉลาด ยิ่งตัวเขาเองด้วย แล้วย่อมเห็นว่าตนฉลาดอย่างยิ่ง แต่เขาหาใช่คนฉลาดไม่ ดังนั้นโสกราตีสจึงแสดงให้เขาทราบว่าที่เขานึกว่าเขาฉลาดนั้น ความจริงเขาหาได้ฉลาดไม่ ผลก็คือข้าพเจ้าถูกเขาเกลียด คนอื่นๆ ที่อยู่ด้วยก็พลอยเกลียดข้าพเจ้า ฉะนั้นขณะที่ข้าพเจ้าลุกออกไป ข้าพเจ้าคิดในใจว่า เราฉลาดกว่าเจ้าหมอนั่นเพราะเราต่างคนก็ไม่รู้อะไรจริงเกี่ยวกับความงามความดี แต่เขาคนนั้นนึกว่าตนเองรู้ในขณะที่ไม่รู้ ส่วนเราไม่รู้อะไร และเรารู้ว่าเราไม่รู้” นอกจากนี้โสกราตีสก็ไปหาคนอื่นๆ อีก ได้แก่ คนฉลาดอีกหลายคน กวีอีกหลายคน และพบว่ากวีนั้นประพันธ์เรื่องราวต่างๆ ตามอารมณ์หรือความรู้สึกเหมือนกับคนทรงและนักพยากรณ์ ต่อมาคือพวกช่าง ซึ่งโสกราตีสมองว่ารู้อะไรหลายเรื่องที่ตนไม่รู้แต่ในที่สุดโสกราตีสมองว่าการที่พวกศิลปินและกวีต่างมองว่ารู้ทุกเรื่องสำคัญ เลยทำให้ทั้งศิลปินและกวีนั้นกลายเป็นคนไม่ฉลาดไป และจากการไปทดสอบคำพยากรณ์หรือสมมติฐานดังกล่าวกับผู้คนมากมาย โสกราตีสยอมรับว่าตนเองมีคนเกลียดตนเองจำนวนมาก แต่ก็มีผู้ชื่นชมอยู่บ้างและยกให้เป็นปราชญ์ ซึ่งสอดคล้องกับคำพยากรณ์ ดังที่โสกราตีสกล่าวไว้เองว่า “ผู้ฉลาดสุดในหมู่มนุษย์ทั้งหลายนั้น ก็คือคนอย่างโสกราตีส ผู้รู้ตัวว่าในทางปัญญาแล้ว ตนเองไม่รู้อะไรเลย
เหตุผลหลักที่ทำให้โสกราตีสถูกเกลียด เพราะมีคนหนุ่มหรือคนรุ่นใหม่ชอบฟังการสอนผ่านการสนทนากับคนอื่นๆ จึงถูกกล่าวหาว่าตนนั้นปลุกระดมเด็กหนุ่มเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหตุที่จุดชนวนให้เมเลตัส ซึ่งเป็นกวี  อนิตัส ซึ่งนักการเมืองและนักธุรกิจและลีคอนซึ่งเป็นนักพูดยื่นฟ้องเขาต่อศาลกรุงเอเธนส์ซึ่ง

ข้อกล่าวหาที่2ของเมเลตัส เมเลตัสกล่าวโทษไว้ว่า “โสกราตีสมีความผิดฐานทำให้คนหนุ่มเสื่อมเสีย และเชื่อเทพอันตนเนรมิตขึ้นเอง โดยไม่นับถือเทพเจ้าอันรัฐรับรอง” 



แบบฝึกหัดท้ายเรื่องอโปโลเกียตอนที่ 1
1.ผู้ที่เป็นโจทย์ฟ้องโสกราตีสในศาลกรุงเอเธนส์ได้แก่ 
1.1เมเลตัสมีอาชีพเป็น...........................................................................................................................................
1.2อนิตัสมีอาชีพเป็น..............................................................................................................................................
1.3 ลีคอนมีอาชีพเป็น..............................................................................................................................
 เนื่องจากทั้ง 3 คนเห็นว่าวิธีการสอนของโสกราตีสทำให้เด็กหนุ่มมีความคิดเพิ่มมากขึ้นและมีผลกระทบต่ออาชีพที่ตนทำอยู่
2.ข้อกล่าวหาที่เมเลตัสนำขึ้นฟ้องต่อศาลกรุงเอเธนส์มี  2  ข้อคือ
1............................................................................................................................................................
2..........................................................................................................................................................    
3.โสกราตีสกล้ายอมรับในศาลกรุงเอเธนส์ว่าตนเองฉลาดที่สุด ตามคำพยากรณ์ของอโปลโลเทพยากรณ์ในเดลฟีเนื่องจากโสกราตีสมีความรู้ว่า....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................